วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

Noun and Pronoun

parts of speech



parts of speech แปลว่า ส่วนแห่งคำพูด หมายความว่าคำ ต่างๆที่เราพูดหรือเขียนออกไปนั้นจะต้องเป็นชนิดใด ชนิดหนึ่งใน ส่วนแห่งคำพูดนี้ จะเป็นคำมาจากที่อื่นนอกเหนือจากส่วนแห่งคำพูดนี้ไม่ได้






1.) Noun แปลว่า นาม ได้เเก่คำที่เราพูดออกไปเพื่อเรียนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ คุณสมบัติ สภาพ หรือ อาการ แบ่งออกเป็น 7ชนิด คือ

         
1.1.)common noun (นามทั่วไป) เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด ( person , animal , place , thing , idea ) โดยไม่เฉพาะเจาะจง เช่น
                  
                    สิ่งของ : toy , table , hill , water , sygar , elephant. เป็นต้น

                    สถานที่ : city , hill , road , stadium , school , company. เป็นต้น

                    เหตุการณ์ : revolution , journey , meeting. เป็นต้น

                    ความรู้สึก : fear , hate , love. เป็นต้น

                    เวลา : year , minute , millennium. เป็นต้น



 
1.2.)proper noun (วิสามานยนาม) นามเฉพาะ จะต้องขึ้นด้วยตัวใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประโยค เช่น



                      ชื่อคน : Somporn , Suwan , Wipawan. เป็นต้น
                      ชื่อสถานที่ : Australia , Bangkok , Dankwian. เป็นต้น
                      ชื่อบอกระยะเวลา : Sunday , Monday , New year , Christmas.เป็นต้น

*หมายเหตุ Proper noun จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ (capital letter ) และปกติจะไม่มี determiner นำหน้า นอกจากอยู่ในรูปของพหูพจน์ เช่น The Jones , The United state แต่อย่างไรก๊ตามมข้อยกเว้นของคำนามที่ไม่ได้อยู่ในรูปพหูพจน์ เช่น The white house , The Sahara เป็นต้น
 
1.3.) abstract noun (อาการนาม) เป็นคำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่างไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch สัมผัสได้ , sight มองเห็น , taste ชิมได้ , hearing ได้ยิน , smell ได้กลิ่น ) เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ , การ นำหน้าอยู่ด้วย รวมทั้งชื่อศิลปะวิทยาการ
 


1.4.) collective noun (สมุหนาม) เป็นคำนามของสิ่งที่เป็นหมวดหมู่ กลุ่มของ คน สัตว์ สิ่งของ เช่น family , class , company เป็นต้น อาจจะใช้คำกริยารูปของเอกพจน์ หรือ พหูพจน์ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นแต่ละส่วน เเต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เช่น

เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
ครอบครัวชาวอังกฤษ (ครอบครัวหนึ่ง) มีสมาชิกโดยเฉลี่ย 3.6 คน
           
พหูพจน์ : The family are always fighting among themselves.
ครอบครัวนี้มักทะเลาะกันเอง
 
( ประโยคนี้หมายถึงสมาชิกในครอบครัวต่างทะเลาะกันเองในครอบครัว จึงใช้กริยาเป็นพหูพจน์)
collective noun บางคำมีความหมายเป็นพหูพจน์เท่านั้น เช่น people , police , cattle.
 
 1.5.)concrete noun เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่าง สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ( touch การสัมผัส , sight มองเห็นได้ , taste การชิม , hearing การได้ยิน , smell ได้กลิ่น )

 เช่น book , chair , water , oil เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงข้ามกับ abstract noun.
 
1.6.) material noun (วัตถุนาม) เป็น common noun ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่นับไม่ได้ เช่น
                                             ธาตุ : iron , goal , air. เป็นต้น
                                            สารธรรมชาติ , สังเคราะห์ : cotton , stone , brick , paper. เป็นต้น
                                            ของเหลวต่างๆ : water , coffee , wine , tea , milk.เป็นต้น
                                            อาหาร : rice , bread , sugar , pork , fish. เป็นต้น
                                                  แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ ( quantity) เช่น
                                                    a bowl of rice.                   two glasses of water.
                                                    two boxes of cereal.          a loaf of bread.
 
 1.7. )mass noun เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมีและไม่มีตัวตน (uncountable noun และ abstract noun) เช่น sugar , iron , butter , beer , money , blood , furniture , มีลักษณะดังนี้

*** จะไม่อยู่รูปพหูพจน์

***ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้า คือ some กับ any เช่น Blood is thicker than water
 
 

2.) Pronoun ( คำสรรพนาม ) คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรคำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ

 
             2.1).Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
 
 

บุรุษที่ 1

ได้แก่ตัวผู้พูด

I, we

บุรุษที่ 2

ได้แก่ผู้ฟัง

you

บุรุษที่ 3

ได้แก่ผู้ ที่พูดถึง สิ่งที่พูดถึง

he, she. it , they

 
 
 

รูปประธาน

รูปกรรม

Possessive Form

Reflexive Pronoun

Adjective

Pronoun

I

me

my

mine

myself

we

us

our

ours

ourselves

you

you

your

yours

yourself

he

him

his

his

himself

she

her

her

hers

herself

it

it

its

its

itself

they

them

their

theirs

themselves
 
 เช่น
I saw a boy on the bus. He seemed to recognize me.
ฉันเจอเด็กคนหนึ่งบนรถประจำทาง เขาดูเหมือนจะจำฉันได้ ( He ในประโยคที่สองแทน a boy และ me แทน I ในประโยคที่หนึ่ง )
My friend and her brother like to swim. They swim whenever they can.เพื่อนฉันและน้องชายของเธอชอบว่ายน้ำ พวกเขาไปว่ายน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her brother ในประโยคที่ 1 )
 
การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น
 
Please tell him what you want. โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( ตามหลังดำกริยา tell )
Mr. Wilson talked with him about the project.
คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )
 
หมายเหตุ ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ เช่น
It was she who came here yesterday.
เธอคนนึ้ ที่มาเมื่อวานนี้ ( ใช้ she เพราะเป็นผู้กระทำ )
It was her whom you met at the party last night.
เธอคนนี้ที่คุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (ใช้ her เพราะเป็นกรรมของ you met )
 
 
               2.2). Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้  mine,ours, yours, his, hers,its,theirs
 
The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน
This is yours. อันนี้ของคุณ
His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว
Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ
 
possessive pronouns มึความหมายเหมือน possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน
 
This is my book.
นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )
This book is mine.
หนังสือนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is )
               2.3) Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า -self form of pronoun ได้แก่
myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself มีหลักการใช้ดังนี้
 

  • ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น ถ้าต้องการเน้นกรรม (object ) ให้วางหลังกรรม เช่น
    The film itself wasn't very good but I like the music.
    I spoke to Mr.Wilson himself.


  • วางหลังคำกริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำต่อตัวประธานเอง
    They blamed themselves for the accident.
    พวกเขาตำหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )
    You are not yourself today.
    วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )
    I don't want you to pay for me. I'll pay for myself.
    ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง
    Julia had a great holiday. She enjoyed herself very much.
    จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมาก
    George cut himself while he was shaving this morning.
    จอร์จทำมีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้

  •  
    หมายเหตุ ปกติ จะใช้ wash/shave/dress โดยไม่มี myself
     
    เมื่อต้องการจะเน้นว่า ประธานเป็นผู้ทำกิจกรรมนั้นเอง
    Who repaired your bicycle for you? Nobody, I repaired it myself.
    ใครซ่อมรถจักรยานให้คุณ. ไม่มีใครทำให้ฉันซ่อมเอง
    I'm not going to do it for you. You can do it yourself.
    ฉันจะไม่ทำ( อะไรสักอย่างที่รู้กันอยู่ ) ให้นะ คุณต้องทำเอง
     
    By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน on my own เช่นเดียวกับคำต่อไปนี้
     
    on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own มีความหมายเหมือนกับ
    by ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/ ourselves/ yourselves(plural)/ themselves )เช่น
    I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ้ดียว
    Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่า
    Learner drivers are not allowed to drive on their own/ by themselves.
    ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียว
    Jack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.
    แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวทีีมุมห้องในคาเฟ
     
                   2.4.) Definite Pronouns หรือ Demonstrative Pronouns คือสรรพนามที่บ่งชี้ชัดเจนว่าใช้แทนสิ่งใด เช่นthis, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, the latter
     
    That is incredible! นั่นเหลือเชื่อจริงๆ (อ้างถึงสิ่งที่เห็น)
    I will never forget this. ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย (อ้างถึงประสบการณ์เมื่อเร็วๆนี้)
    Such is my belief. นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อ (อ้างถึงสิ่งที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ )
    Grace and Jane ar good girls. The former is more beautiful than the latter.
    เกรซและเจนเป็นเด็กดีทั้งคู่ แต่คนแรก (เกรซ)จะสวยกว่าคนหลัง (เจน)
     
                   2.5.)Indefinite Pronouns ( สรรพนามไม่เจาะจง ) หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนนามได้ทั่วไป มิได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแทนคนนั้น คนนี้ เช่น
     
    everyone
    everybody
    everything
    some
    each
    someone
    somebody
    all
    any
    many
    anyone
    anybody
    anything
    either
    neither
    no one
    nobody
    nothing
    none
    one
    more
    most
    enough
    few
    fewer
    little
    several
    more
    much
    less
     
    Everybody loves somebody. คนทุกคนย่อมมีความรักกับใครสักคน
    Is there anyone here by the name of Smith? มีใครที่นีชื่อสมิธบ้าง
    One should always look both ways before crossing the street. ใครก็ตามควรจะมองทั้งสองด้านก่อนข้ามถนน
    Nobody will believe him. จะไม่มีใครเชื่อเขา
    Little is expected. มีการคาดหวังไว้น้อยมาก

     
    We, you, they ซึ่งปกติเป็น personal pronoun จะนำมาใช้เป็น indefinite pronoun เมื่อไม่เจาะจง โดยมากใช้ในคำบรรยาย คำปราศัย เช่น
     
    We should prepare ourselves to deal with any emergency. เรา ( โดยทั่วไป) ควรจะเตรียมพร้อมไว้เสมอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน)
    You sometimes don't know what to say in such a situation. บางครั้งพวกคุณก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น.

     
                   2.6.) Interrogative Pronouns ( สรรพนามคำถาม ) เป็นสรรพนามที่แทนนามสำหรับคำถาม ได้แก่ Who, Whom, What, Which และ Whoever, Whomever,Whatever,Whichever เช่น
     
    Who want to see the dentist first? ใครอยากจะเข้าไปหาหมอฟันเป็นคนแรก? ( who ในที่นี้เป็นประธาน )
    Whom do you think we should invite? เธอคิดว่าเราควรจะัเชิญใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )
    To whom do to wish to speak ? เธออยากจะพูดกับใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )
    What did she say? เธอพูดว่าอะไรนะ? ( what เป็นกรรมของกริยา say )
    Which is your cat ? แมวของเธอตัวไหน? ( which เป็นประธาน )
    Which of these languages do you speak fluently? ภาษาไหนในบรรดาภาษาเหล่านี้ที่คุณพูดได้คล่อง? ( which เป็นกรรมของ speak )
     
    หมายเหตุ   which และ what สามารถใช้เป็น interrogative adjective และ who, whom , which สามารถใช้เป็น relative pronoun ได้
     
                   2.7.) Relative Pronouns ( สรรพนามเชื่อมความ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วในประโยคข้างหน้า และพร้อมกันนั้นก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสอง ให้เป็นประโยคเดียวกัน เช่นคำต่อไปนี้ who, whom, which whose ,what, that , และ indefinite relative pronouns เช่น whoever, whomever,whichever, whatever
     
    Children who (that) play with fire are in great danger of harm.
    The book that she wrote was the best-seller
    He's the man whose car was stolen last week.
    She will tell you what you need to know.
    The coach will select whomever he pleases.
    Whoever cross this line will win the race.
    You may eat whatever you like at this restaurant
     
     

     



           






















































































                 




              
     








































































































































































































































    10 ความคิดเห็น:

    1. ไม่ระบุชื่อ1 กันยายน 2555 เวลา 22:59

      ได้ความรู้เพิ่มมากเลยค่ะ

      ตอบลบ
    2. เราจะดูยังไงว่าอันไหนนับได้นับไม่ได้คะ

      ตอบลบ
      คำตอบ
      1. ตัวอย่างที่นับไม่ได้ เช่น น้ำ ข้าว เป็นต้น (ไม่รู้จะนับยังใงใช่มั้ยคะ)
        ตัวอย่างที่นับได้ เช่น ดินสอ ปากกา (เป็นชิ้นเป็นอัน นับได้สบายมาก)

        ลบ
    3. อ่านแค่ครั้งเด๋วยังเพิ่มความรู้ได้เยอะเลยค่่ะ
      บทเรียนดีมาก

      ตอบลบ
      คำตอบ
      1. มาอ่านหลายครั้งจะได้ความรู้อีกเยอะกว่านี้นะคะ

        ลบ
    4. ได้ทบทวนความรู้อีกครั้ง เนื้อหาดีมากค่ะ

      ตอบลบ
    5. ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากๆเลยค่ะ

      ตอบลบ